Get Adobe Flash player

VC-Pineapple Menu

อุตสาหกรรมสับปะรด
เทคโนโลยีและนวัตกรรม
การสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์
การประเมินขีดความสามารถ
  • กฏระเบียบมาตรฐานสับปะรด
  • เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

    1. วิธีการคำนวณตัวชี้วัดปัจจัยความสำเร็จในแต่ละปัจจัย กรณีศึกษาองค์กรในอุตสาหกรรมสับปะรดไทย


           ในการคำนวณตัวชี้วัดปัจจัยความสำเร็จในแต่ละปัจจัยของการสร้างมูลค่าในองค์กร กรณีศึกษาจากการตอบแบบสอบถามของ 2 บริษัท โดยการวิเคราะห์ในส่วนนี้ใช้ค่าเฉลี่ยของตัวชี้วัดที่ได้จากการตอบแบบสอบถามของทั้ง 2 บริษัท และหากในกรณีที่จาก 1 ใน 2 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถให้ข้อมูลในบางปัจจัยได้ หรือ N/A ก็จะไม่มีการนำค่านั้นมาคำนวณ ซึ่งในเบื้องต้น เนื่องจากข้อมูลที่ได้มีจำนวนน้อย ดังนั้น การพัฒนาต้นแบบ VCI จึงใช้วิธีการคำนวณถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equally weight) เพื่อคำนวณตัวชี้วัดความสำเร็จในแต่ละปัจจัยของการสร้างมูลค่าในองค์กร โดยใช้ปี พ.ศ. 2550 เป็นปีฐานในการคำนวณจากปี พ.ศ. 2550-2554 แล้วจึงนำมาคำนวณค่าดัชนีของแต่ละปัจจัย โดยใช้สูตร ดังนี้


     

           จากการคำนวณตัวชี้วัดความสำเร็จในแต่ละปัจจัยของการสร้างมูลค่าในองค์กรโดยใช้สูตรข้างต้น สามารถสรุปผลการวิเคราะห์ทั้ง 8 ปัจจัย โดยการนำเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปแบบของภาพดังต่อไปนี้


    1) คุณภาพของกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Quality of Major Processes, Products, or Services)


           จากภาพที่ 1 แสดงผลค่า KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จโดยเฉลี่ยด้านคุณภาพของกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์หรือบริการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า ร้อยละของ yield การผลิต อยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 41-43% ในส่วนของร้อยละของสินค้าที่ reprocess อยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 0-1% และร้อยละของ impoundment อยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 1-4%

     

    2) นวัตกรรม (Innovation)


           จากภาพที่ 2 แสดงผลค่า KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จโดยเฉลี่ยด้านนวัตกรรมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า จำนวนผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 6-14% ในส่วนของร้อยละของจำนวนวิธีการ preservation ใหม่ และจำนวนสายพันธุ์สับปะรดใหม่ที่ใช้ในการผลิต อยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 0% เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถให้ข้อมูลได้


    3) การสร้างความพึงพอใจต่อลูกค้า (Customer Satisfaction)



           จากภาพที่ 3 แสดงผลค่า KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จโดยเฉลี่ยด้านการสร้างความ พึงพอใจต่อลูกค้า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า จำนวน customer satisfaction index อยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 79-83% ในส่วนของร้อยละของจำนวน customer complaint อยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 19-43%

     

    4) ความสามารถในการจูงใจพนักงานที่มีศักยภาพ (Ability to Attract Talented Employees)

     



           จากภาพที่ 4 แสดงผลค่า KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จโดยเฉลี่ยด้านความสามารถในการจูงใจพนักงานที่มีศักยภาพและการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า จำนวนผลสำรวจทัศนคติพนักงาน อยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 55-63% ในส่วนของร้อยละของจำนวน turnover rate อยู่ที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 8-16% และร้อยละของจำนวนผลงานดีเด่น/แนวคิดใหม่อยู่ที่ 0% เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถให้ข้อมูลได้


    5) การลงทุนสร้างคุณค่าแก่ตราสินค้าและภาพลักษณ์ (Brand Investment and Image Building)


           จากภาพที่ 5 แสดงผลค่า KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จโดยเฉลี่ยด้านการลงทุนสร้างคุณค่าแก่ตราสินค้าและภาพลักษณ์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า จำนวนลูกค้าใหม่และจำนวนลูกค้าเก่าที่ไม่สั่งซื้อสินค้าเกิน 1 ปี อยู่ที่ 0% เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถให้ข้อมูลได้


    6) เทคโนโลยี (Technology)

           จากภาพที่ 6 แสดงผลค่า KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จโดยเฉลี่ยด้านเทคโนโลยี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า ร้อยละของการลงทุนในเทคโนโลยีเทียบกับ NOPAT และจำนวนต้นทุนผันแปรที่ลดลง อยู่ที่ 0% เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถให้ข้อมูลได้

     

    7) การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Alliances)

           จากภาพที่ 7 แสดงผลค่า KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จโดยเฉลี่ยด้านการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า จำนวน contract farmers ใหม่ อยู่ที่ประมาณ 500-1,010 ราย ในส่วนของจำนวนคู่ค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 100-164 ราย ในปี พ.ศ. 2551-2554 ซึ่งได้ใช้ปี พ.ศ. 2551 เป็นปีที่ใช้ในการคำนวณเป็นปีฐานแทนปี พ.ศ. 2550 เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถให้ข้อมูลได้ และจำนวนไร่ที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 0 เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถให้ข้อมูลได้


    8) การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้เสีย (Environmental and Stakeholders Performance)


           จากภาพที่ 8 แสดงผลค่า KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จโดยเฉลี่ยด้านการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้เสีย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า ร้อยละของจำนวน community complaint อยู่ที่ประมาณ 100% ในส่วนร้อยละของจำนวน community complaint และ supplier satisfaction index อยู่ที่ 0% เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามไม่สามารถให้ข้อมูลได้


    2. วิธีการคำนวณ Value Creation Index กรณีศึกษาองค์กรในอุตสาหกรรมสับปะรดไทย

     

           ในส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ Value Creation Index หรือ VCI ของปัจจัยการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร โดยมีขั้นตอนการคำนวณ ดังนี้


    ขั้นตอนการคำนวณ VCI


    1. ปรับให้ตัวชี้วัดความสำเร็จทุกตัวแสดงค่าเป็น Index โดยใช้สูตร


    1.1 กรณีที่ค่าตัวชี้วัดเพิ่มขึ้นแล้วส่งผลดีต่อผลประกอบการ (ได้แก่ จำนวนสายพันธุ์สับปะรดใหม่ที่ใช้ในการผลิต จำนวนผลิตภัณฑ์ใหม่ จำนวนวิธีการ preservation ใหม่ จำนวนผลงานดีเด่น/แนวคิดใหม่ ผลการสำรวจทัศนคติพนักงาน จำนวน contract farmers ใหม่ จำนวนไร่ที่เพิ่มขึ้น จำนวนคู่ค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละของ yield การผลิต จำนวนลูกค้าใหม่ ร้อยละของการลงทุนในเทคโนโลยีเทียบกับ NOPAT ต้นทุนผันแปรลดลง ร้อยละของการต่อใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ผ่านการอนุมัติ Supplier satisfaction index และCustomer satisfaction index)



    1.2 กรณีที่ค่าตัวชี้วัดเพิ่มขึ้นแล้วไม่เป็นผลดีต่อผลประกอบการ (ได้แก่ Turnover rate, ร้อยละของ Impoundment, ร้อยละของสินค้าที่ reprocess, จำนวนลูกค้าเก่าที่ไม่สั่งซื้อสินค้าเกิน 1 ปี, จำนวน Community complaint, จำนวน customer complaint)


    โดย
    m = ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร ตั้งแต่ 1 ถึง 8
    n = จำนวนตัวชี้วัดในแต่ละปัจจัย
    t = ปี
    KSFI หรือ Key success factors index หมายถึง ดัชนีตัวชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดความสำเร็จในปีที่ต้องการ (Key success factors) โดยเทียบกับตัวชี้วัดความสำเร็จในปีฐาน


    2. คำนวณดัชนีปัจจัยแห่งความสำเร็จในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรของแต่ละปัจจัย โดยใช้สูตร

           KDI หรือ Key driver index หมายถึง ดัชนีปัจจัยแห่งความสำเร็จในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กร ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแห่งความสำเร็จในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรในปีที่ต้องการ (Key success factors) โดยเทียบกับปัจจัยแห่งความสำเร็จในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรในปีฐาน


    3. คำนวณ Value Creation Index หรือ VCI
           โดยการคำนวณจากค่าเฉลี่ยของดัชนีปัจจัยแห่งความสำเร็จในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรทั้ง 8 ปัจจัย


           จากผลการคำนวณ Value Creation Index ในระดับอุตสาหกรรม จากกรณีศึกษาผู้ผลิตสับปะรดกระป๋อง สามารถนำเสนอ VCI ได้ดังภาพที่ 9 และ 10




           จากภาพที่ 9 แสดงผลค่า VCI ในแต่ละปัจจัยของการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรของผู้ผลิตอุตสาหกรรมสับปะรดไทย ซึ่งมีด้วยกัน 8 ปัจจัย ของในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554

     


           จากภาพที่ 10 แสดงผลค่า VCI การสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับองค์กรของ 2 บริษัทผู้ผลิตสับปะรดไทยเมื่อเปรียบเทียบกับ VCI ของอุตสาหกรรมในภาพรวมของในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2550-2554 พบว่า บริษัท A ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่มีค่า VCI ที่สูงกว่าค่า VCI ในภาพรวมของทั้ง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ บริษัท B ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่เช่นเดียวกันมีค่า VCI ในอัตราที่สูงกว่าค่า VCI ในภาพรวมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2551 และมีค่า VCI ในอัตราที่ต่ำกว่าค่า VCI ในภาพรวมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552-2554 แต่อย่างไรก็ตามค่า VCI บริษัท B ก็มีแนวโน้มในอัตราที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 


           สำหรับคำอธิบายการแปลผล VCI ที่ได้ในแต่ละด้าน เมื่อมีการเปรียบเทียบค่าของแต่ละบริษัท/หน่วยธุรกิจกับค่าของอุตสาหกรรม มีเกณฑ์การจัดระดับคุณภาพจากการประเมินสรุปได้ดังตารางที่ 1 และ 2